ความรู้ทั่วไป : ด้านบัญชี-การเงิน

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบัญชี
การดาเนินธุรกิจแต่ละประเภท ทุกรูปแบบ เจ้าของกิจการจะต้องควบคุมรักษาสินทรัพย์
ต่าง ๆ ของกิจการ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระเบียบแบบแผน
รู้ถึงผลการดา เนินงาน และฐานะการเงินของกิจการ เพื่อนา ผลที่ได้มาปรับปรุง พัฒนากิจการให้ดีขึ้น
แต่ละกิจการจึงต้องมีการจัดทา บัญชี
1. ความหมายของการบัญชี
2. ประวัติการบัญชี
3. วัตถุประสงค์ของการบัญชี
4. ประโยชน์ของข้อมูลการบัญชี
5. แม่บทการบัญชี
6. พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
7. วงจรบัญชี
8. ผังบัญชี
9. ศัพท์บัญชี
เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความ หมายของการบัญชี ประวัติการบัญชี
วัตถุประสงค์ของการ บัญชี ประโยชน์ของข้อมูล การบัญชี แม่บทการบัญชี พระราชบัญญัติการ
บัญชี พ.ศ. 2543 วงจรบัญชี ผังบัญชี และศัพท์บัญชี
สาระการเรียนรู้
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
แนวคิด
หน่วยที่ 1
2
1. อธิบายความหมายของการบัญชีได้
2. บอกประวัติการบัญชีได้
3. บอกวัตถุประสงค์ของการบัญชีได้
4. บอกประโยชน์ของข้อมูลการบัญชีได้
5. อธิบายแม่บทการบัญชีได้
6. อธิบายพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ได้
7. อธิบายวงจรบัญชีได้
8. อธิบายผังบัญชีได้
9. แปลความหมายศัพท์บัญชีได้
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
3
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการบัญชี ได้ให้ความหมายของการบัญชีไว้ดังนี้
1. สมาคมการบัญชีแห่งอเมริกา (The American Accounting Association : AAA)
“Accounting is the process of identifying, and communication economic information
to permit informed judgements and deision by the users of the information”
“การบัญชี หมายถึง กระบวนการ ในการกา หนด การวัดค่า การถ่ายทอดข้อมูลทาง
เศรษฐกิจให้แก่ผู้ใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ”
2. สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของสหรัฐอเมริกา (The American Institute
of Certified Public Accountants : AICPA)
“Accounting is the art of recording, classifying, and summarizing in a significant
manner and in terms of money, transactions and events which are, in part at least, of a financial
character and interpreting the results thereof.”
“การบัญชีเป็นศิลปะของการจดบันทึกรายการหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการเงินในรูปของ
เงินตรา การจัดหมวดหมู่ และสรุปผล ตีความหมาย”
3. สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย
“การบัญชี หมายถึง ศิลปะของการเก็บรวบรวม บันทึก จา แนก และสรุปข้อมูล
เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน ขั้นสุดท้ายของการบัญชีก็คือการให้ข้อมูลทางการเงิน
ซึ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลหลายฝ่ายและผู้ที่สนใจในกิจกรรมของกิจการ
จากความหมายข้างต้น การบัญชี (Accounting) หมายถึง ศิลปะของการบันทึกรายการ
ค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับ-จ่ายเงิน สิ่งของและสิทธิ ที่มีมูลค่าเป็นเงิน ไว้ในสมุดบัญชีอย่าง
สม่า เสมอ เป็นระเบียบ ถูกต้องตามหลักการ และสามารถแสดงผลการดา เนินงาน และฐานะการเงิน
ของกิจการในรอบระยะเวลาบัญชี
เกิดขึ้นในสมัยบาบิโลเนียน และอียิปต์ สา หรับประเทศไทย การบัญชีเริ่มต้นเมื่อมีการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกา หนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทา บัญชี ตามพระราชบัญญัติ
1. ความหมายของการบัญชี
2. ประวัติของการบัญชี
4
การบัญชี พ.ศ. 2482 โดยผู้ที่เผยแพร่ความรู้ทางด้านบัญชี คือ พระยาไชยยศสมบัติและหลวงดา ริ
อิศรานุวรรต ได้จัดทา หลักสูตรการสอนวิชากา รบัญชีเพื่อเผยแพร่ จึงทา ให้คนไทยมีความรู้ทาง ดา้น
การบัญชี
ในปี ค.ศ. 1494 ลูกา ปาซิโอลิ (Lucar Pacioli) ชาวอิตาเลี่ยน ได้เขียนหนังสือ
เชิงคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ชื่อ “Summa de Arithmertica Geometrica Proportionalita” ส่วนหนึ่ง
ได้กล่าวถึงหลักการบัญชีคู่ โดยกา หนดศัพท์ คา ว่า “Debito” หมายถึง “เป็นหนึ่ง” และ “Credito”
หมายถึง “เชื่อถือ” อันเป็นพื้นฐานที่มาของคา ว่า “Debit” และ “Credit” ตามหลักการบัญชีคู่
ซึ่งเป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันนี้ ลูกา ปาซิโอลิ ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดา
แห่งการบัญชี ท่านสา เร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกและเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยประเทศ
อิตาลี
สา หรับประเทศไทย การบัญชีเริ่มต้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เมื่อวันที่
24 มิถุนายน 2475) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโดยส่วนรวมอันนา ไปสู่การออกประมวล
รัษฎากรจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การกา หนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทา
บัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2482 โดยผู้ที่เผยแพร่ความรู้ทางด้านการบัญชีในระยะแรก
คือ พระยาไชยยศสมบัติ (เสริม กฤษณามระ) และหลวงดา ริอิศรานุวรรต (ม.ล.ดา ริ อิศรางกูร
ณ อยุธยา) ได้จัดทา หลักสูตรการสอนวิชาการบัญชีเพื่อเผยแพร่ทา ให้คนไทยมีความรู้ทางด้าน
การบัญชี ท่านทั้งสองจบการศึกษาทางด้านการบัญชีจากประเทศอังกฤษและกลับมารับราชการ
ที่สานักงานตรวจเงินแผ่นดิน
1. เพื่อใช้เป็นหลักฐานการอ้างอิง
2. เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมสถิติทางการค้าอย่างหนึ่งของกิจการ
3. เพื่อจดบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้น เรียงลา ดับก่อน-หลังและจา แนกประเภทรายการค้า
ตามหลักการบัญชีที่ยอมรับทั่วไป
4. เพื่อช่วยให้ทราบผลการดา เนินงานของกิจการในรอบระยะเวลาบัญชี ว่ากิจการมี
ผลกา ไรหรือขาดทุน ในรอบระยะเวลาบัญชีว่าเป็นจา นวนเท่าใด
5. เพื่อช่วยให้ทราบฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง ว่ามีสินทรัพย์ หนี้สิน
และส่วนของเจ้าของเป็นจา นวนเท่าใด
6. เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลทางการเงินแก่ผู้ใช้ประโยชน์จากงบการเงิน ทั้งบุคคลภายนอก
และภายในกิจการ
3. วัตถุประสงค์ของการบัญชี
5
ประโยชน์ของข้อมูลการบัญชี ทา ให้เจ้าของกิจการสามารถดา เนินการควบคุมรักษา
สินทรัพย์ต่าง ๆ ของกิจการได้อย่างดี ผบู้ ริหารสามารถดา เนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มี
ระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับสินทรัพย ์์ หนี้สินและส่วนของเจ้าของ (ทุน)
ผู้ใช้งบการเงินและวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูล
ผู้ใช้งบการเงิน ประกอบด้วย ผู้ลงทุน (ทั้งผู้ลงทุนในปัจจุบันและผู้ที่อาจตัดสินใจลงทุน
ในอนาคต) ลูกจ้าง ผู้ให้กู้ ผู้ขายสินค้าและเจ้าหนี้อื่น ลูกค้า รัฐบาลและหน่วยงานราชการและ
สาธารณชน ผู้ใช้งบการเงินเหล่านี้ใช้งบการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลที่แตกต่างกัน
กล่าวคือ
1. ผู้ลงทุน หมายถึง ผู้เป็นเจ้าของเงินทุนรวมทั้งที่ปกรษึาซึ่งต้องการทราบถึงความเสี่ยง
และผลตอบแทนจากการลงทุน ผู้ลงทุนต้องการข้อมูลเพื่อที่จะช่วยในการพิจารณาตัดสินใจซื้อขาย
หรือถือเงินลงทุนนั้นต่อไป นอกจากข้อมูลดังกล่าว ผู้ลงทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นยังต้องการข้อมูลที่จะช่วย
ในการประเมินความสามารถของกิจการในการจ่ายเงินปันผลด้วย
2. ลูกจ้าง หมายถึง ลูกจ้าง รวมทั้งกลุ่มตัวแทนซึ่งต้องการข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคง
และความสามารถในการทา กา ไรของนายจ้าง นอกจากนั้นยังต้องการข้อมูลที่จะช่วยให้สามารถ
ประเมินความสามารถของ กิจการในการจ่ายค่าตอบแทน บา เหน็จ บา นาญ และโอกาสในการ
จ้างงาน
3. ผู้ให้กู้ หมายถึง ผู้ซึ่งต้องการข้อมูลที่จะช่วยในการพิจารณาว่าเงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ย
ที่เกิดขึ้นจะได้รับชา ระเมื่อครบกา หนด
4. ผู้ขายสินค้าและเจ้าหนี้อื่น หมายถึง ผู้ซึ่งต้องการข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจว่า
หนี้สินจะได้รับชา ระเมื่อครบกา หนด เจ้าหนี้การค้าอาจให้ความสนใจข้อมูลของกิจการในระยะเวลาที่
สั้นกว่าผู้ให้กู้ นอกจากว่าการดา เนินงานของเจ้าหนี้นั้นขึ้นอยู่กับการดา เนินงานต่อเนื่องของกิจการซึ่ง
เป็นลูกค้ารายใหญ่
5. ลูกค้า หมายถึง ผู้ซึ่งต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการดา เนินงานต่อเนื่องของกิจกาโรดยเฉพาะ
กรณีที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน หรือต้องพึ่งพากิจการนั้น เช่น บริษัทประกัน ก่อสร้าง
4. ประโยชน์ของข้อมูลการบัญชี
6
6. รัฐบาลและหน่วยงานราชการ หมายถึง หน่วยงานที่ต้องการข้อลมเ้กี่ยวกับการดา เนินงาน
ของกิจการในการจัดสรรทรัพยากร การกา กับดูแล การพิจารณากา หนดนโยบายทางภาษี และเพื่อใช้
เป็นฐานในการคา นวณรายได้ประชาชาติ และจัดทา สถิติในด้านต่าง ๆ
7. สาธารณชน หมายถึง ประชาชนผู้ซึ่งต้องการข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มความสา เร็จและการ
ดา เนินงานของกิจการ เนื่องจากกิจการอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสาธารณชนในการจ้างงานและการรับ
ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในท้องถิ่น
แม่บทการบัญชี (Accounting Framework) หมายถึง แนวความคิดพื้นฐานในการจัดทา
และนา เสนองบการเงิน รวมทั้งเป็นเกณฑ์ในการกา หนดมาตรฐานการบัญชีและการปฏิบัติทางบัญชี
ในแต่ละเรื่องหรือมาตรฐานในรายละเอียดเพื่อให้มาตรฐานการบัญชีของไทยมีความเป็นสากลและ
ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมและพัฒนาการทางธุรกิจของประเทศและของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง
รวดเร็ว ทา ให้รายงานทางการเงินของธุรกิจไทยเป็นที่น่าเชอื่ ถือและเป็นประโยชน์สา หรับผู้ใช้ทุกฝ่าย
แม่บทการบัญชีกา หนดข้อสมมติ (Underlying Assumption) ไว้ 2 ประการ คือ เกณฑ์คงค้าง (Accrual
Basis) และการดา เนินงานอย่างต่อเนื่อง (Going Concern)
1. เกณฑ์คงค้าง (Accrual Assumption / Accrual Basis) ถือว่าการบันทึกข้อมูลทางบัญชี
จะกระทา ในรอบเวลาที่เกิดขึ้น เมื่อรายการนั้นได้เกิดขึ้นแล้วทั้งที่รับ-จ่ายเงินแล้ว และยังมิได้รับ-
จ่ายเงิน
2. หลักความดา รงอยู่ของกิจการ (Going-Concern Assumption) ถือว่ากิจการที่จัดตั้งขึ้น
ย่อมมีวัตถุประสงค์ที่จะดา รงอยู่โดยไม่มีข้อกา หนด หากไม่มีเหตเ้ป็นอย่างอื่นแล้ว กิจการที่ต้งัขึ้น
ย่อมจะดา เนินงานต่อเนื่องกันไป นักบัญชีจึงมีข้อสมมติฐานว่ากิจการไม่ตั้งใจที่จะเลิกดา เนินงาน
หรือไม่จา เป็นต้องเลิกดา เนินงาน หากมีเหตุอื่นใดแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ในภายหน้าจะไม่เป็นไป
ตามข้อสมมติก็ต้องใช้มาตรฐานการบัญชีที่กา หนดไว้สา หรับเหตุการณ์นั้น ๆ โดยเฉพาะแทน
วัตถุประสงค์และสถานภาพของแม่บทการบัญชี ประกอบด้วย
1. กา หนดขึ้นเพื่อวางแนวคิดที่เป็นพื้นฐานในการจัดทา และนา เสนองบการเงินแก่ผู้ใช้
งบการเงินที่เป็นบุคคลภายนอก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.1 เป็นแนวทางสา หรับคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในการพัฒนามาตรฐานการ
บัญชีในอนาคต และในการทบทวนมาตรฐานการบัญชีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
5. แม่บทการบัญชี
7
1.2 เป็นแนวทางสาหรับคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในการปรับข้อกา หนด
มาตรฐานและการปฏิบัติทางบัญชีทเ้กี่ยวข้องกับการนา เสนองบการเงินให้สอดคล้องกัน โดยถือ
เป็นหลักเกณฑ์ในการลดจา นวนทางเลือกของวิธีการบันทึกบัญชีที่เคยอนุญาตให้ใช้
1.3 เป็นแนวทางสา หรับผู้จัดทา งบการเงิน ในการนา มาตรฐานการบัญชีมาปฏิบัติ รวมทั้ง
เป็นแนวทางการปฏิบัติสา หรับเรื่องที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีรองรับ
1.4 เป็นแนวทางสา หรับผู้สอบบัญชีในการแสดงความเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทา ขึ้น
ตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่
1.5 ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลที่แสดงในงบการเงินซึ่ง
จัดทา ขึ้นตามมาตรฐานการบัญชี
1.6 ให้ผู้สนใจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการกา หนดมาตรฐานการบัญชีของ
คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชี
2. แม่บทการบัญชีนี้มิได้มีไว้เพื่อกา หนดมาตรฐานในการวัดมูลค่าหรือในการเปิดเผย
ข้อมูลสา หรับ การบัญชีเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แม่บทการบัญชีจึงไม่สามารถใช้หักล้างมาตรฐาน
การบัญชีที่ประกาศใชเ้ฉพาะเรื่องได้
3. คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีตระหนักว่า ในบางกรณีแม่บทการบัญชีอาจมี
ข้อขัดแย้งกับมาตรฐานการบัญชีที่มีอยู่ ในกรณีดังกล่าวให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี
ที่ประกาศใช้ อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีกา ลังพัฒนามาตรฐานการบัญ ชี
ฉบับใหม่และปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีที่มีอยใ้นปัจจุบันตามกรอบของแม่บทการบัญชีเพื่อให้
ข้อขัดแย้งดังกล่าวค่อย ๆ หมดไปในอนาคต
4. คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชี จทะา การปรับปรุงแม่บทการบัญชีนี้เป็นระยะ ๆ ตาม
ประสบการณท์ี่ไ์ ด้รับจากการนา แม่บทการบัญชีไปใช้
ขอบเขตของแม่บทการบัญชี
1. แม่บทการบัญชีเกี่ยวข้องกับเรื่องต่อไปนี้
1.1 วัตถุประสงค์ของงบการเงิน
1.2 ลักษณะเชิงคุณภาพที่กา หนดว่าข้อมูลในงบการเงินมีประโยชน์
1.3 คา นิยาม การรับรู้และการวัดมูลค่าขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็น
งบการเงิน
1.4 แนวคิดเกี่ยวกับทุน และการรักษาระดับทุน
2. แม่บทการบัญชีนี้เกี่ยวข้องกับงบการเงินและงบการเงินรวมที่จัดทา ขึ้นเพอื่วัตถุประสงค์
โดยทั่วไป (ต่อไปนี้เรียกรวมว่า งบการเงิน) งบการเงินดังกล่าวจัดทา และนา เสนอ
8
อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อสนองความต้องการข้อมูลร่วมของผู้ใช้งบการเงินทุกประเภท แม้ว่าผู้ใช้
งบการเงินบางกลุ่มอาจมีสิทธิเรียกร้องหรือมีอา นาจในการได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากข้อมูลที่แสดงไว้
ในงบการเงิน แต่ผู้ใช้งบการเงินส่วนใหญ่ยังจา เป็นต้องใช้งบการเงินเป็นแหล่งข้อมูลทางการเงินที่
สา คัญ ผู้จัดทา งบการเงินจึงควรตระหนักถึงความต้องการของผู้ใช้งบการเงินส่วนใหญใน่ การจัดทา และ
นา เสนองบการเงิน แม่บทการบัญชีนี้ไม่ครอบคลุมถึ งรายงานการเงินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น
หนังสือชี้ชวนหรือรายงานการเงินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะได้ หากข้อกา หนดเอื้ออา นวย
3. งบการเงินเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรายงานการเงิน งบการเงินที่สมบูรณ์
ประกอบด้วย งบกา ไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน (ซึ่งอาจจัดทา และนา เสนอได้
หลายแบบ เช่น งบกระแสเงินสดหรืองบกระแสเงินทุน) หมายเหตุประกอบงบการเงิน งบประกอบ
อื่น และคา อธิบายที่ทา ให้งบการเงินนั้นสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ งบการเงินอาจรวมรายละเอียดประกอบ
และข้อมูลเพิ่มเติมที่อ้างถึงหรือที่ได้มาจากงบการเงินซึ่งผู้ใช้งบการเงินคาดว่าจะได้รับ ได้แก่ ข้อมูล
ทางการเงินจา แนกตามส่วนงานทางอุตสาหกรรมหรือทางภูมิศาสตร์ และการเปิดเผยเกี่ยวกับ
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระดับราคา อย่างไรก็ตามงบการเงินไม่รวมถึงรายงานของ ผู้บริหาร
สารจากประชาชน บทรายงาน และการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร และรายการอื่น ในลักษณะเดียวกันที่
อาจปรากฏในรายงานประจา ปีหรือรายงานการเงิน
4. แม่บทการบัญชีนี้ให้นา มาประยุกต์ใช้กับงบการเงินของกิจการที่ประกอบพาณิชยกรรม
อุตสาหกรรม และธุรกิจอื่น ๆ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน กิจการเหล่านี้ หมายถึง จากการที่เสนอ
งบการเงิน โดยที่งบการเงินดังกล่าวถือเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ผู้ใช้งบการเงินใช้หาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
กับกิจการ
9
วัตถุประสงค์
ข้อสมมติ
ข้อจา กัด
ลักษณะเชิงคุณภาพ
ลักษณะแรก
ลักษณะรอง
รูปภาพแสดงลักษณะของงบการเงิน
ลักษณะของงบการเงิน
ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ
เกณฑ์พึงรับพึงจ่าย การดา เนินงานต่อเนื่อง
ทันเวลา ความสมดุลระหว่างประโยชน์ที่
ได้รับกับต้นทุนที่เสียไป
ความสมดุลของลักษณะ
เชิงคุณภาพ
ถูกต้องและยุติธรรมหรือถูกต้องตามควร
เข้าใจได้ เกี่ยวกับการตัดสินใจ เชื่อถือได้ เปรียบเทียบได้
นัยสา คัญ
ตัวแทน
อันเที่ยงธรรม
เนื้อหาสา คัญ
กว่ารูปแบบ
ความเป็นกลาง ความระมัดระวัง ความครบถ้วน
10
พระราชบัญญัติการบัญชี
พ.ศ. 2543
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2543
เป็นปีที่ 55 ในรัชกาลปัจจุบัน
………………………………
พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบัญชี
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจา กัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่ง
มาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทา ได้โดยอาศัยอา นาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคา แนะนา และยินยอมของ
รัฐสภาดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกา หนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราช
กิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 285 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“งบการเงิน” ความหมายว่า รายงานผลการดา เนินงาน ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลง
ฐานะการเงินของกิจการ ไม่ว่าจะรายงานโดยงบดุล งบกา ไรขาดทุน งบกา ไรสะสม งบกระแสเงินสด
งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบประกอบ หรือหมายเหตุประกอบงบการเงิน หรือ
คา อธิบายอื่น ซึ่งระบุไว้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของงบการเงิน
“มาตรฐานการบัญชี” หมายความว่า หลักการบัญชีและวิธีปฏิบัติ ทางการบัญชีที่รับ รอง
ทั่วไป หรือมาตรฐานการบัญชีที่กา หนดกฎหมายว่าด้วยการนั้น
“ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทา บัญชีตามพระราชบัญญัตินี้
“ผู้ทา บัญชี” หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในการทา บัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีไม่ว่าจะได้
กระทา ในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีหรือไม่ก็ตาม
6. พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
11
“สารวัตรใหญ่บัญชี” หมายความว่า อธิบดี และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดี
มอบหมายด้วย
“สารวัตรบัญชี” หมายความว่า ผู้ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้เป็นสารวัตรบัญชีประจา สา นักงาน
บัญชีประจา ท้องที่
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมทะเบียนการค้า
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้
มีอา นาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด 1
บททั่วไป
มาตรา 6 ให้กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นสา นักงานกลางบัญชี
ให้อธิบดีมีอา นาจจัดตั้งสา นักงานบัญชีประจา ท้องที่ โดยขึ้นตรงต่อสา นักงานกลางบัญชี
และมีสารวัตรบัญชีคนหนึ่งเป็นหัวหน้าสา นักงานบัญชีประจา ท้องที่ การจัดตั้งสา นักงานบัญชีประจา
ท้องที่ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 7 อธิบดีมีอา นาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากา หนดในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทา
(2) ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี
(3) ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี
(4) เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
(5) กา หนดข้อยกเว้นให้ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีหรือผู้ทา บัญชีไม่ต้องปฏิบัติ ตาม
มาตรฐานการบัญชีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง
(6) คุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทา บัญชีตามพระราชบัญญัตินี้
ในการประกาศข้อกา หนดตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีคา นึงถึงมาตรฐานการบัญชี และ
ข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถาบันวิชาชีพบัญชี ข้อกา หนดตาม (5) และ (6) ต้อง
ได้รับความเห็นชอบ จากรัฐมนตรีด้วย ข้อกา หนดตาม (1) (2) (3) และ (4) หากเรื่องนั้นมี
กฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้นแล้ว
ให้ถือว่าได้จัดทา บัญชีได้ถูกต้องตามพระราช บัญญัตินี้แล้ว
12
หมวด 2
ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี
มาตรา 8 ให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเ บียน บริษัทจา กัด บริษัทมหาชนจา กัด ที่จัดตั้งขึ้นตาม
กฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยกิจการร่วม
ค้าตามประมวลรัษฎากรเป็นผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี และต้องจัดให้มีการทา บัญชีสา หรับ การประกอบ
ธุรกิจของตนโดยมีรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีประกอบธุรกิจเป็นประจา ในสถานที่หลายแห่งแยกจากกัน
ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจในสถานที่นั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี
ในกรณีผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีเป็นกิจการร่วมค้าการประมวลรัษฎากร ให้บุคคลซึ่งรับผิดชอบ
ในการดา เนินการของกิจการนั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี
รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอา นาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กา หนดให้บุคคลธรรมดาใดหรือห้างหุ้นส่วนที่ มิได้จดทะเบียนที่ประกอบธุ รกิจใดในประเทศไทย
ตามเงื่อนไขใด เป็นผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ได้
ประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคสี่ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
หกเดือนก่อนวันใช้บังคับ
ในกรณีที่มีประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคสี่ ให้อธิบดีกา หนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับ
วันเริ่มทา บัญชีครั้งแรก และกา หนดวิธีการจัดทา บัญชีของบุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้
จดทะเบียนนั้น
มาตรา 9 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีต้องจัดให้มีการทา บัญชีนับแต่วันเริ่มทา บัญชี ดังต่อไปนี้
เป็นต้นไป
(1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจา กัด หรือบริษัทมหาชนจา กัด ให้เริ่มทา บัญชี
นับแต่วันที่ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจา กัดหรือบริษัทมหาชนจา กัดนั้น ได้รับการ
จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
(2) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
ให้เริ่ม ทา บัญชีนับแต่วันที่นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศนั้นได้เริ่มต้นประกอบธุรกิจ
ในประเทศไทย
(3) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ให้เริ่มทา บัญชีนับแต่วันที่กิจการร่วมค้า
นั้นได้เริ่มต้นประกอบกิจการ
(4) สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจา ตามมาตรา 8 วรรคสอง ให้เริ่มทา บัญชี
นับแต่วันที่สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจา นั้นเริ่มต้นประกอบกิจการ
13
มาตรา 10 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่ม
ทา บัญชี ที่กา หนดตามมาตรา 8 วรรคหก หรือวันเริ่มทา บัญชีตามมาตรา 9 แล้วแต่กรณี และ
ปิดบัญชีทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน เว้นแต่
(1) เมื่อได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชีให้เปลี่ยน
รอบปีบัญชีแล้ว อาจปิดบัญชีก่อนครบรอบสิบสองเดือนได้
(2) ในกรณีมีหน้าที่จัดทา บัญชีตามมาตรา 8 วรรคสอง ให้ปิดบัญชีพร้อมกับ
สานักงานใหญ่
มาตรา 11 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย
ไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากรต้องจัดทา
งบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสา นักงานกลางบัญชี หรือสา นักงานบัญชีประจา ท้องที่
ภายในห้าเดือนนับแต่วันปิดบัญชี ตามมาตรา 10 สา หรับกรณีของบริษัทจา กัด หรือบริษัทมหาชน
จา กัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้ยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่งบการเงินนั้นได้รับอนุมัติในที่
ประชุมใหญ่ ทั้งนี้ เว้นแต่มีเหตุจา เป็นทา ให้ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีไม่สามารถจะปฏิบัติตามกา หนด
เวลาดังกล่าวได้ อธิบดีอาจพิจารณาสั่งให้ขยายหรือเลื่อนกา หนดเวลาออกไปอีกตามความจา เป็น
แก่กรณีได้
การยื่นงบการเงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกา หนด
งบการเงินต้องมีรายการย่อตามที่อธิบดีประกาศกา หนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
เว้นแต่ กรณีที่ได้มีกฎหมายเฉพาะกา หนดเพิ่มเติมจากรายการย่อของงบการเงินที่อธิบดีกา หนด
ไว้แล้วให้ใช้รายการย่อตามที่กา หนดในกฎหมายเฉพาะนั้น
งบการเงินต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เว้นแต่
งบการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
ที่มีทุน สินทรัพย์ หรือรายได้ รายการใดรายการหนึ่งหรือทุกรายการไม่เกินที่กา หนดโดย
กฎกระทรวง
มาตรา 12 ในการจัดทา บัญชีผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีต้องส่งเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการ
ลงบัญชี ให้แก่ผู้ทา บัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทา ขึ้นสามารถแสดงผลการดา เนินงาน
ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง และตามมาตรฐาน
การบัญชี
มาตรา 13 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการ
ลงบัญชีไว้ ณ สถานที่ทา การ หรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทา การผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจา หรือ
สถานที่ที่ใช้ทา งานเป็นประจา เว้นแต่ ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีจะได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชี
หรือสารวัตรบัญชีให้เก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานที่อื่นได้
14
การขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่ งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดี
กา หนด และในระหว่างรอการอนุญาตให้ผู้ที่ หน้าที่จัดทา บัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารต้อง
ใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ในสถานที่ที่ยื่นขอนั้นไปพลางก่อนได้
ในกรณีที่จัดทา บัญชีด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมืออื่นใดในสถานที่อื่นใด ใน
ราชราชอาณาจักรที่มิใช่สถานที่ตามวรรคหนึ่ง แต่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือ
นั้นมายังสถานที่ตาม วรรคหนึ่ง กรณีดังกล่าวนี้ให้ถือว่าได้มีการเก็บรักษาบัญชีไว้ ณ สถานที่ตาม
วรรคหนึ่งแล้ว
มาตรา 14 ผู้มีหน้าจัดทา บัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันปิดบัญชี หรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสาร ตาม
มาตรา 17
เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบบัญชีของกิจการประเภทใดประเภทหนึ่งให้อธิบดีโดยความ
เห็นชอบของรัฐมนตรีมีอา นาจกา หนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้
ประกอบการลงบัญชีไว้เกินห้าปีแต่ต้องไม่เกินเจ็ดปีได้
มาตรา 15 ถ้าบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหาย หรือเสียหายให้
ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชีตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่
อธิบดีกา หนดภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น
มาตรา 16 ในกรณีที่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีตรวจพบว่าบัญชี และเอกสาร
ที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่เป็นสาระสา คัญแก่การจัดทา บัญชีสูญหายหรือถูกทา ลายหรือปรากฏ
ว่าบัญชีและเอกสารดังกล่าวมิได้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย ให้สันนิษฐานว่าผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีมีเจตนา
ทา ให้เสียหายทา ลายซ่อนเร้น หรือทา ให้สูญหายหรือทา ให้ไร้ประโยชน์ซึ่งบัญชีหรือเอกสารนั้น
เว้นแต่ ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีจะพิสูจน์ให้เชื่อได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่กรณีแล้ว
เพื่อป้องกันมิให้บัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย
มาตรา 17 เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชา ระ
บัญชี ให้ส่งมอบบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตร
บัญชี ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ และให้สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี
เก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี
เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีร้องขอให้สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอา นาจขยายเวลา
การส่งมอบบัญชี และเอกสารตามวรรคหนึ่งได้ แต่ระยะเวลาที่ขยายเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน
หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
15
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
ไม่ครบถ้วนถูกต้อง สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอา นาจเรียกให้ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี
ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้องภายในเวลาที่กา หนด
มาตรา 18 งบการเงิน บัญชี และเอกสารที่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีได้รับ
และเก็บรักษาไว้ตามมาตรา 11 หรือมาตรา 17 ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลทั่วไปอาจขอตรวจดู
หรือขอภาพถ่ายสา เนาได้โดยเสียค่าใช้จ่ายตามที่อธิบดีกา หนด
หมวด 3
ผู้ทา บัญชี
มาตรา 19 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีต้องจัดให้มีผู้ทา บัญชีซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่อธิบดี
กา หนด ตามมาตรา 7 (6) เพื่อจัดทา บัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ และมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ทา บัญชี
ให้จัดทา บัญชีให้ตรงต่อความเป็นจริงและถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะเป็นผู้ทา บัญชีสา หรับกิจการของตนเองก็ได้
มาตรา 20 ผู้ทา บัญชีต้องจัดทา บัญชีเพื่อให้มีการแสดงผลการดา เนินงาน ฐานะการเงินหรือ
การเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง และตามมาตรฐาน
การบัญชี โดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน
มาตรา 21 ในการลงรายการในบัญชี ผู้ทา บัญชีต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ลงรายการเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทย
กา กับ หรือลงรายการเป็นรหัสบัญชีให้มีคู่มือคา แปลรหัสที่เป็นภาษาไทยไว้
(2) เขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ ตีพิมพ์ หรือทา ด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทา นอง
เดียวกัน
หมวด 4
การตรวจสอบ
มาตรา 22 สารวัตรใหญ่บัญชีและสารวัตรบัญชีมีอา นาจตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่ต้อง
ใช้ประกอบการลงบัญชีเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้ให้มีอา นาจเข้าไปในสถานที่
ทา การหรือสถานที่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี
หรือผู้ทา บัญชีหรือสถานที่รวบรวมหรือประมวลข้อมูลของบุคคลดังกล่าวได้ในระหว่างเวลาทา การ
ของสถานที่นั้น
ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ
นี้ ให้สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอา นาจเข้าไปในสถานที่ตามวรรคหนึ่ง เพื่อยึดหรืออายัด
บัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีได้ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก
หรือในเวลาทา การของสถานที่นั้น เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้
16
บัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี หรือเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิด
ดังกล่าวนั้น จะถูกทา ลาย ซุกซ่อน ทา ลาย หรือทา ให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
มาตรา 23 ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ สารวัตรใหญ่บัญชีและสารวัตรบัญชี
ต้องแสดงบัตรประจา ตัวต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
บัตรประจา ตัว ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกา หนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 24 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สารวัตรใหญ่บัญชีมีอา นาจสั่ง
เป็นหนังสือ
(1) ให้ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี ผู้ทา บัญชี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคา เกี่ยวกับการ
จดั ทา บัญชีหรือการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
(2) ให้ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีหรือผู้ทา บัญชีส่งบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
หรือรหัสบัญชีมาเพื่อตรวจสอบ
หนังสือที่สั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้นา ส่ง ณ
ภูมิลา เนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ประกอบธุรกิจของผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีผู้ทา บัญชี หรือบุคคลที่
เกี่ยวข้อง ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลา เนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสถานที่ประกอบธุรกิจของผู้นั้น จะสั่งให้
แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือที่ทา งานอยู่ในบ้านหรือสถานที่ประกอบธุรกิจที่ปรากฏ
ว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้
ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตามวิธีการในวรรคสอง หรือผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี ผู้ทา บัญชีหรือ
บุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นออกไปนอกราชอาณาจักรให้ใช้วิธีปิดหนังสือดังกล่าวในที่ซึ่ งเห็นได้ง่าย
ณ ที่อยู่หรือสถานที่ประกอบธุรกิจของผู้นั้นหรือบ้านที่ผู้นั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมาย
ว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จา หน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้น
ก็ได้
เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว
มาตรา 25 ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อความใดๆ ที่ทราบหรือได้มาเนื่องจากการปฏิบัติตาม
มาตรา 22 หรือมาตรา 24 เว้นแต่ จะมีอา นาจที่จะทา ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา 26 ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้สารวัตรใหญ่บัญชีและสารวัตรบัญชีเป็น เจ้าพนักงาน
ตามประมวลกฎหมายอาญา
หมวด 5
บทกาหนดโทษ
มาตรา 27 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของอธิบดีที่ออกตามมาตรา 7 (1) (2) (3)
(4) หรือ (6) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท กรณีที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของ
17
อธิบดีที่ออกตามมา ตรา 7 (1) (2) (3) หรือ (4) ให้ปรับเป็นรายวันอีก ไม่เกินวันละห้าร้อยบาท
จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา 28 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีผู้ใดไม่จัดให้มีการทา บัญชีตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่า
จะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา 29 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 10 มาตรา 12 หรือมาตรา 19
วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา 30 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาท
มาตรา 31 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 วรรคสาม มาตรา 13 มาตรา
14 มาตรา 15 หรือมาตรา 17 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา 32 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 วรรคสี่ ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา 33 ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีผู้ใดแจ้งข้อความตามมาตรา 15 เป็นเท็จต่อสารวัตรใหญ่
บัญชีหรือสารวัตรบัญชีว่า บัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหาย หรือเสียหาย
ต้องระวางโทษจา คุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
มาตรา 34 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา 35 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา 36 ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสา รวัตรบัญชี
ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา 22 ต้องระวางโทษจา คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือ
ทั้งจา ทั้งปรับ
ผู้ใดไม่อา นวยความสะดวกแก่ สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตาม
มาตรา 22 หรือฝ่าฝืนคา สั่งของสา รวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชีซึ่งสั่งการตามมาตรา 24 ต้อง
ระวางโทษไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
มาตรา 37 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25 ต้องระวางโทษจา คุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน
หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
ในกรณีที่ผู้กระทา ความผิด ตามวรรคหนึ่งเป็นสารวัตรใหญ่บัญชี สารวัตรบัญชี หรือ
เจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจา คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
มาตรา 38 ผู้ใดทา ให้เสียหาย ทา ลาย ซ่อนเร้นหรือทา ให้สูญหายหรือทา ให้ไร้ประโยชน์ซึ่ง
บัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ต้องระวางโทษจา คุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน
สองหมื่นบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
18
ในกรณีที่ผู้กระทา ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่จัดทา บัญชี ต้องระวางโทษจา คุก
ไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
มาตรา 39 ผู้ใดลงรายการเท็จ แก้ไข ละเว้นการลงรายการในบัญชีหรืองบการเงิน หรือ
แก้ไขเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเพื่อให้ผิดความเป็นจริง ต้องระวางโทษจา คุกไม่เกิน
สองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
ในกรณีที่ผู้กระทา ความผิ ดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชี ต้องระวางโทษจา คุก
ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหมื่นบาท หรือทั้งจา ทั้งปรับ
มาตรา 40 ในกรณีที่ผู้กระทา ความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล
ให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการ
ดา เนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกา หนดไว้สา หรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่
จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมในการกระทา ความผิดของนิติบุคคลนั้น
มาตรา 41 บรรดาค วามผิดตามมาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 31
มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 และมาตรา 36 วรรคสองให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดี
มอบหมายมีอา นาจเปรียบเทียบได้ และเมื่อผู้กระทา ความผิดได้ชา ระค่าปรับตามที่ได้เปรียบเทียบ
แล้ว ให้คดีเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
บทเฉพาะกาล
มาตรา 42 บรรดากฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
285 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ .ศ. 2515 ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวง
หรือประกาศที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้ใดเป็นผู้ทา บัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไม่น้อย
กว่าห้าปี แต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทา บัญชีตามที่อธิบดีกา หนดตามมาตรา 7 (6) หากประสงค์
จะทา บัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ให้แจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี
ประกาศกา หนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและเมื่อผู้นั้นเข้ารับการอบรม
และสา เร็จการอบรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่อธิบดีประประกาศกา หนดแล้ว ให้ผู้นั้น
เป็นผู้ทา บัญชีต่อไปได้เป็นเวลาแปดปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 43 ระหว่างที่ยังไม่มีมาตรฐานการบัญชีที่กฎหมายกา หนด ให้ถือว่ามาตรฐานการ
บัญชีที่กา หนดโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการ
ควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชีได้มีมติให้ประกาศใช้แล้ว เป็นมาตรฐานการบัญชีตาม
พระราชบัญญัตินี้
19
มาตรา 44 ให้กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ซึ่งเริ่มต้นประกอบกิจการร่วมค้าอยู่ก่อน
วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะเริ่มรอบระยะเวลาบัญชี
ใหม่หลังจากวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว
มาตรา 45 ให้ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีจัดให้มีผู้ทา บัญชีให้ถูกต้องตามมาตรา 19 ภายในหนึ่งปี
นับแต่วันที่พระราช บัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ
กา หนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง อธิบดีโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะขยายออกไปอีก
ตามความจา เป็นแก่กรณีก็ได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งปี
ในระหว่างระยะเวลาตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้นา บทบั ญญัติมาตรา 29 มาใช้
บังคับแก่ผู้มีหน้าที่จัดทา บัญชีที่มิได้จัดให้มีผู้ทา บัญชีตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
วงจรบัญชี (Accounting Cycle) หมายถึง ขั้นตอนการบันทึกบัญชี ตั้งแต่วันต้นงวดจนถึง
วันสิ้นงวด เริ่มโดยการบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นนา ไปวิเคราะห์ จัดหมวดหมู่ จดบันทึกรายการใน
สมุดรายวันขั้นต้น (Book of Primary Entry) ผ่านรายการ (Posting) ไปสมุดบัญชีขั้นปลาย (General
Ledger) จัดทา งบทดลองเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งหากผิดพลาดก็จะทา การปรับปรุงรายการที่
ผิดพลาดในสมุดรายวันขั้นต้น และผ่านไปยังสมุ ดรายวันขั้นปลายอีกครั้งหนึ่ง เก็บยอดจัดทา งบ
ทดลองหลังการปรับปรุง สรุปผลและจัดทา รายงานทางการเงิน (Financial Statement) และปิดบัญชี
เพื่อโอนยอดคงเหลือในบัญชีต่าง ๆ ไปงวดบัญชีถัดไป ซึ่งในงวดบัญชีถัดไปก็จะเริ่มงานบัญชีตาม
ขั้นตอนดังกล่าว ตามลา ดับอย่างต่อเนื่อ ง
รายการค้า เป็นการดา เนินงานทางการค้าที่ก่อให้เกิดการโอนเงิน หรือสิ่งของที่มีมูลค่า
เป็นเงิน ระหว่าง กิจการกับบุคคลภายนอกการพิจารณาว่ารายการค้าที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อสินทรัพย์
หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ( ทุน) อย่างไร เรียกว่า การวิเคราะห์รายการค้า ส่วนรายการที่ไมก่้อ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าข อ(ทงุ น) คือ ไม่ใช่รายการค้า
รายการค้า
7. วงจรบัญชี
20
1. รายการเปิดบัญชี (Opening entries) หมายถึง รายการแรกที่บันทึกในสมุดรายวัน
ทั่วไป ในวันต้นงวด แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1.1 งวดบัญชีแรก คือ การบันทึกรายการเกี่ยวกับสินทรัพย์ และหนี้สิน (ถ้ามี) ที่เจ้าของ
กิจการนา มาลงทุนครั้งแรก
1.2 งวดบัญชีที่มิใช่งวดบัญชีแรก คือ การบันทึกรายการเกี่ยวกับยอดคงเหลือยกมา
จากงวดบัญชีก่อนงวดปัจจุบัน ได้แก่ บัญชีหมวดสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของเจ้าของ
2. รายการค้าระหว่างงวด (Business Transaction) หมายถึง รายการที่ก่อให้เกิดการ
โอนเงินระหว่างกิจการกับบุคคลภายนอก ในงวดบัญชีนั้น ๆ
3. ราย การปรับปรุงบัญชี (Adjustment) หมายถึง การแก้ไขรายการบัญชีให้ถูกต้อง
ตรงกันกับความเป็นจริงในงวดบัญชีที่ได้กระทา อยู่ ซึ่งได้แก่การเพิ่มหรือลดตัวเลขในบัญชีแยก
ประเภทที่เกี่ยวข้องให้สมดุลกัน โดยกิจการจะต้องทา การปรับปรุงบางรายการก่อน ในวันสิ้นงวด
บัญชี เช่น เงินเดือนค้างจ่าย ดอกเบี้ยรับล่วงหน้า เป็นต้น
4. รายการปิดบัญชี (Closing Entries) หมายถึง การบันทึกรายการโอนปิดบัญชีหมวด
รายได้และหมวดบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าบัญชีกา ไรขาดทุนเมื่อวันสิ้นงวดบัญชี หลังจากกิจการมีกา ไรสุทธิ
หรือขาดทุนสุทธิ และโอนปิดยอดกา ไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเข้าบัญชีทุน และถ้ากิจการมีบัญชีถอนใช้
ส่วนตัวก็โอนปิดเข้าบญั ชีทุน โดยบันทึกรายการปิดบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป แล้วผ่านรายการไปบัญชี
แยกประเภททั่วไปที่เกี่ยวข้อง หลังจากการปิดบัญชปีระเภทหมวดรายได้ และหมวดค่าใช้จ่ายทุกบัญชี
และบัญชีกา ไรขาดทุนถูกปิดหมด ฉะนั้นยอดคงเหลือของบัญชีเหล่านี้จะไม่ปรากฏยอดคงเหลือ
1 . สมุดบันทึกรายการขั้นต้น หมายถึง สมุดบัญชีเล่มแรกที่ใช้บันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้น
ตามลา ดับก่อน – หลัง แล้วผ่านรายการ (Post) ไปยังสมุดบัญชีแยกประเภทขั้นต่อไป
ประเภทของสมุดรายวันหรือสมุดบันทึกรายการขั้นต้น ได้แก่
1) สมุดรายวันเฉพาะ (Special Journal) เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการขั้นต้นเฉพาะ
เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
สมุดบัญชี
รายการบัญชี
21
2) สมุดรายวันทั่วไป (General Journal) เป็นสมุดที่ใช้บันทึกรายการขั้นต้นได้ทุกเรื่องทุก
กรณีที่กิจการใช้สมุดรายวันทั่วไปเพียงเล่มเดียว หรือใช้บันทึกรายการที่ไม่อาจบันทึกในสมุดรายวัน
เฉพาะเล่มอื่นได้
2. บัญชีแยกประเภท
บัญชีแยกประเภท (Account) หมายถึง บญั ชีที่รวบรวมการบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นไว้
เป็นหมวดหมู่ต่อจากที่ได้บันทึกไว้ในสมุดรายวันทั่วไป มีความสา ญคั ทา ให้การจัดทา งบทดลองได้
เร็วและประหยัดเวลา เพราะวแ้าต่ละบัญชีแยกประเภทได้จัดทา และเรียงลา ดับตามหมวดบัญชีไว้แล้ว
ประเภทของบัญชีแยกประเภท แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) บัญชีแยกประเภททั่วไป (General Ledger) คือ บัญชีสา หรับรวบรวมบัญชีแยกประเภท
ทุกประเภท ซึ่งใช้ในการบันทึกการเปลี่ยนแปลง สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ (ทุน) ต่อ
จากการบันทึกในสมุดรายวันทั่วไป ได้แก่ บัญชีแยกประเภทหมวดสินทรัพย์ เช่น บัญชีเงินสด
บัญชีธนาคาร บัญชีลูกหนี้ เป็นต้น บัญชีแยกประเภทหมวดหนี้สิน เช่น บัญชีเ จ้าหนี้ บัญชีเงินกู้
เป็นต้น บัญชีแยกประเภท หมวดส่วนของเจ้าของ (ทุน) เช่น บัญชีทุน – นายชัย บัญชีถอนใช้
ส่วนตัว บัญชีรายได้ และบัญชีค่าใช้จ่าย
2) บัญชีแยกประเภทย่อย ( Subsidiary Ledger) คือ บัญชีสา หรับรวบรวมบัญชีแยกประเภท
ย่อยของบัญชีคุมยอด (บัญชีแยกประเภททั่วไป) เช่น บัญชีลูกหนี้รายตัว บัญชีเจ้าหนี้รายตัว
งบการเงิน (Financial Statement) หมายถึง รายงานที่แสดงผลการดา เนินงานและฐานะ
การเงินของกิจการค้าในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ ในระหว่างรอบ
ระยะเวลาบัญชี เช่น งวด 6 เดือน 3 เดือน เป็นต้น
1. งบทดลอง (Trial Balance) หมายถึง รายงานที่จัดทา ขึ้น เพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง
จา นวนเงินในบัญชีแยกประเภทตามหลักบัญชีคู่
2. งบทดลองหลังรายการปรับปรุง (Adjust Trial Balance) เป็นงบทดลองที่จัดทา ขึ้น
หลังจากการบันทึกรายการปรับปรุงบัญชีต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว โดยจะจัดทา ขึ้นในวันสิ้นงวดบัญชีเพื่อ
พิสูจน์ว่า กิจการบันทึกบัญชีตามหลักบัญชีคู่ถูกต้องหรือไม่ เป็นงบทดลองก่อนรายการปรับปรุง แต่
หลังจากทา รายการปรับปรุงบัญชีต่าง ๆ แล้วนั้น หลังจากทา การปรับปรุงบัญชีแล้ว จึงจา เป็นต้องงบ
ทดลองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของการบันทึกรายการปรับปรุงบัญชี ซึ่งเรียกว่า “งบ
ทดลองหลังรายการปรับปรุงบัญชี”
การสรุปผลและรายงานทางการเงิน
22
3. งบทดลองหลังปิดบัญชี (Post Closing Trial Balance) เมื่อปิดบัญชีแยกประเภท แล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือ การจัดทา งบทดลองหลังปิดบัญชี เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของการบันทึกรายการ
ปิดบัญชีหรือการหายอดคงเหลือของบัญชีหมวดสินทรัพย์หนี้สิน และทุน ซึ่งงบทดลองหลังปิดบัญชี
จะแสดงบัญชีเฉพาะหมวดสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนเทา้นั้น
รูปภาพแสดงวงจรบัญชี
ผังบัญชี (Chart of Account) หมายถึง การกา หนดชื่อบัญชีและการให้เลขที่บัญชีของบัญชี
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและใช้ในระบบบัญชีของกิจการ โดยกา หนดไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระเบียบและมี
หลักเกณฑ์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบันทึกรายการค้าและการจัดทา รายงานการเงิน
8. ผังบัญชี
รายการค้า
วิเคราะห์รายการค้า
รายการเปิดบัญชี
วิเคราะห์รายการ
ค้า
บันทึกรายการในสมุดรายวัน
รายการปิดบัญชี
วิเคราะห์รายการ
ค้า
ผ่านรายการไปบัญชีแยกประเภท
จัดทา งบทดลอง
วิเคราะห์รายการค้า
รายการปรับปรุง
กระดาษทา การ
เคราะห์รายการค้า
จัดทา งบการเงิน
เคราะห์รายการค้า
งบทดลองหลังรายการปรับปรุง
23
การกา หนดเลขที่บัญชี อาจกา หนดเป็น 2 หลัก หรือ 3 หลัก ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ขนาด
และลักษณะของกิจการ
สินทรัพย์ ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 1
หนี้สิน ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 2
ส่วนของเจ้าของ ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 3
รายได้ ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 4
ค่าใช้จ่าย ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 5
ตัวอย่าง ผังบัญชีของกิจการให้บริการ (กิจการเจ้าของคนเดียว)
หมวด ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี
สินทรัพย์ เงินสด 101
เงินฝากธนาคาร 102
ลูกหนี้ 103
ตั๋วเงินรับ 104
วัสดุสิ้นเปลือง 105
ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 106
อุปกรณ์ 107
ค่าเสื่อมราคาสะสม-อุปกรณ์ 108
อาคาร 109
ค่าเสื่อมราสะสม-อาคาร 110
ที่ดิน 111
หนี้สิน เจ้าหนี้การค้า 201
รายได้ค่าซ่อมรับล่วงหน้า 202
เงินเดือนค้างจ่าย 203
ค่าสาธารณูปโภคค้างจ่าย 204
เงินกู้ 205
ส่วนของเจ้าของ ทุน 301
เงินถอน 302
กา ไรขาดทุน 303
รายได้ รายได้ค่าบริการ 401
รายได้เบ็ดเตล็ด 402
หมวด ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี
ค่าใช้จ่าย ค่าเช่า 501
ค่าน้า ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ 502
ค่าแรงงาน 503
ค่าเสื่อมราคา-อุปกรณ์ 504
ค่าเสื่อมราคา-อาคาร 505
ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด 506
คาศัพท์บัญชี ความหมาย
Accounting การบัญชี
Accounting Framework แม่บทการบัญชี
Accounting Cycle วงจรบัญชี
Accrual Assumption / Accrual Basis เกณฑ์คงค้าง
Adjustment รายการปรับปรุงบัญชี
Adjust Trial Balance งบทดลองหลังรายการปรับปรุง
Business Transaction รายการค้าระหว่างงวด
Book of Primary Entry สมุดรายวันขั้นต้น
Chart of Account ผังบัญชี
Closing Entries รายการปิดบัญชี
Financial Statement รายงานทางการเงิน
General Journal สมุดรายวันทั่วไป
General Ledger บัญชีแยกประเภททั่วไป
Going-Concern Assumption หลักความดา รงอยู่ของกิจการ
Opening entries รายการเปิดบัญชี
Posting ผ่านรายการ
Post Closing Trial Balance งบทดลองหลังปิดบัญชี
Special Journal สมุดรายวันเฉพาะ
สรุปหน่วยที่ 1
การบัญชี หมายถึง ศิลปะของการบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับ-จ่ายเงิน
ที่มีมูลค่าเป็นเงินในสมุดบัญชีอย่างสม่า เสมอ เป็นระเบียบ ถูกต้องตามหลักกา ร เพื่อใช้เป็นหลักฐาน
การอ้างอิง เก็บรวบรวมสถิติทางการค้าของกิจการใชจ้ดบันทึกรายการค้าทเ้กิดขึ้น ช่วยให้ทราบผล
การดา เนินงานของกิจใจการในรอบระยะเวลาบัญชี ทราบฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง
การบัญชีเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยบาบิโลเนียน และอียิปต์ สา หรับประเทศไทยเริ่มต้นเมื่อมีการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกา หนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทา บัญชี ตามพระราชบัญญัติการ
บัญชี พ.ศ. 2482 โดยผู้ที่เผยแพร่ความรู้ทางด้านบัญชี คือ พระยาไชยยศ สมบัติ และหลวงดา ริอิศ
รานุวรรต ได้จัดทา หลักสูตรการสอนวิชาการบัญชีเพื่อเผยแพร่ จึงทา ให้คนไทยมีความรู้ทางดา้น
การบัญชี
แนวความคิดพื้นฐานในการจัดทา และนา เสนอ งบการเงิน รวมทั้งเป็นเกณฑ์ในการ
กา หนดมาตรฐานการบัญชีและการปฏิบัติทางบัญชี เรียกว่า แม่บทการบัญชี กา หนดข้อสมมติไว้
2 ประการ คือ เกณฑ์คงค้างและการดา เนินงานอย่างต่อเนื่อง

สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย

สำนักธุรกิจสหกรณ์ 13 ถนนพิชัย แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.โทร 026693256-63

E-mail : soonratchanee@hotmail.com /  www.soonratchanee.com